จากงานวิจัยสู่ตลาดจริง: เมื่อ “Pain Point” คือกุญแจของนวัตกรรมที่ไปต่อได้

จากงานวิจัยสู่ตลาดจริง: เมื่อ “Pain Point” คือกุญแจของนวัตกรรมที่ไปต่อได้

   เมื่อ : 25 มี.ค. 2569

ในยุคที่การแข่งขันทางธุรกิจขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม การพัฒนาแนวคิดหรือผลงานวิจัยเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอที่จะสร้างความสำเร็จในเชิงธุรกิจ สิ่งสำคัญคือการทำความเข้าใจตลาดและความต้องการของผู้บริโภคอย่างแท้จริง เพื่อให้ผลงานที่พัฒนาขึ้นสามารถตอบโจทย์และสร้างคุณค่าได้จริง

นายหัสดิน สุวัฒนะพงศ์เชฏ์ รองเลขาธิการ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย  ให้มุมมอง ในฐานะกรรมการผู้พิจารณาโครงการ ภายในเวที TED Youth Startup – IGNITE Forum 2026 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งจัดโดยกองทุนพัฒนาผู้ประกอบการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (TED Fund) ว่า จุดเริ่มต้นของการพัฒนานวัตกรรมหรือโครงการธุรกิจควรเริ่มจากการตั้งคำถามสำคัญว่า “Pain Point” หรือปัญหาที่แท้จริงของตลาดคืออะไร

ผู้พัฒนาโครงการต้องรู้ให้ได้ก่อนว่าสิ่งที่กำลังจะทำสามารถแก้ปัญหาอะไรให้กับผู้บริโภคได้ และต้องศึกษาความต้องการของตลาดอย่างจริงจัง เพราะหากไม่เข้าใจผู้บริโภค ก็ยากที่นวัตกรรมจะสามารถเติบโตในตลาดได้”

งานวิจัยที่ดี ต้องตอบโจทย์ผู้บริโภค

ในแวดวงงานวิจัยและนวัตกรรม มักพบว่าผลงานจำนวนไม่น้อยถูกพัฒนาขึ้นจากความสนใจของนักวิจัยเป็นหลัก ซึ่งแม้จะมีคุณค่าทางวิชาการ แต่ในบางกรณีอาจยังไม่สามารถตอบโจทย์ตลาดได้

งานวิจัยที่มีศักยภาพในการต่อยอดสู่ธุรกิจ จำเป็นต้องสามารถแก้ปัญหาที่แท้จริงของผู้บริโภคได้   แนวคิดนี้สอดคล้องกับหลักการด้านนวัตกรรมสมัยใหม่ เช่น Market-driven Innovation หรือการพัฒนานวัตกรรมโดยยึดความต้องการของตลาดเป็นศูนย์กลาง ซึ่งเน้นให้ผู้พัฒนาเข้าใจปัญหา ความต้องการ และพฤติกรรมของผู้บริโภคอย่างลึกซึ้งก่อนที่จะออกแบบผลิตภัณฑ์หรือบริการ

โลกธุรกิจเคลื่อนไหวเร็วกว่าในตำรา

อีกหนึ่งความท้าทายสำคัญคือ ช่องว่างระหว่างแนวคิดทางทฤษฎีกับโลกธุรกิจจริง แม้โครงการหรือผลิตภัณฑ์จำนวนมากจะสามารถอธิบายได้อย่างสมบูรณ์ในเชิงทฤษฎี แต่ในความเป็นจริง ตลาดมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านเทคโนโลยี พฤติกรรมผู้บริโภค และการแข่งขันทางธุรกิจ

ทุกโครงการสามารถอธิบายได้ตามหลักการหรือทฤษฎี แต่ในโลกธุรกิจจริง ตลาดเปลี่ยนแปลงเร็วมาก ผู้พัฒนานวัตกรรมจึงต้องปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้” คุณหัสดินกล่าว

เริ่มจากตลาด แล้วจึงกลับมาพัฒนาผลิตภัณฑ์

แนวทางที่ภาคอุตสาหกรรมให้ความสำคัญมากขึ้น คือการพัฒนาแนวคิดแบบ Market-first Approach หรือการเริ่มต้นจากตลาดก่อน  แนวคิดนี้หมายถึงการศึกษาความต้องการของผู้บริโภคและโอกาสทางการตลาดให้ชัดเจนก่อน จากนั้นจึงนำข้อมูลเหล่านั้นมาพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือบริการให้ตอบโจทย์อย่างแท้จริง

เมื่อเข้าใจตลาดอย่างลึกซึ้งแล้ว ผู้พัฒนาควรทุ่มเทกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างจริงจัง เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถสร้างคุณค่าให้กับตลาดได้อย่างแท้จริง

นักวิจัยยุคใหม่ ต้องเข้าใจทั้งวิทยาศาสตร์และธุรกิจ

แม้ว่างานวิจัยจะยังคงเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนานวัตกรรม แต่ในบริบทเศรษฐกิจปัจจุบัน นักวิจัยจำเป็นต้องมีความเข้าใจด้านธุรกิจควบคู่ไปด้วย  การเข้าใจตลาด โมเดลธุรกิจ และพฤติกรรมผู้บริโภค จะช่วยให้งานวิจัยสามารถต่อยอดสู่การใช้งานจริงได้มากขึ้น และเพิ่มโอกาสในการสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจ

ต้นทุนคืออีกปัจจัยที่ไม่ควรมองข้าม

นอกจากความต้องการของตลาดแล้ว อีกประเด็นที่สำคัญคือ ต้นทุนการผลิตและความคุ้มค่าทางธุรกิจผู้พัฒนานวัตกรรมควรประเมินอย่างรอบด้านว่า ผลิตภัณฑ์หรือบริการที่กำลังพัฒนาสามารถผลิตได้ในต้นทุนที่เหมาะสมหรือไม่ และสามารถสร้างผลตอบแทนทางธุรกิจได้เพียงใด  คำถามสำคัญที่ผู้ประกอบการและนักวิจัยควรตั้งไว้เสมอคือ  เราจะสร้างมูลค่าได้มากเพียงใด และสามารถบริหารต้นทุนเพื่อให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืนได้หรือไม่

นวัตกรรมที่แท้จริง ต้องตอบโจทย์ตลาด

ในท้ายที่สุด เพื่อเปลี่ยน ”ไอเดีย” ให้เป็น ”โอกาส” ทางธุรกิจอย่างแท้จริง TED Fund จึงเดินหน้าจัดงาน TED Youth Startup – IGNITE Forum 2026 ภาคอีสาน ณ จ.ขอนแก่น นำโดย น.สพ.ดร.สนัด วงศ์ทวีทอง เพื่อเปิดเวทีให้คนรุ่นใหม่ประชันไอเดียใน Pitching Competition โดยทีมสุดยอดนวัตกรรมที่คว้ารางวัลชนะเลิศ ได้แก่ เจลโภชนาการ Barista Gel (ม.อุบลฯ) รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 แพลตฟอร์ม RocketXP (มทส.) และรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ผงใยอาหารจากมันแกวบรื๋อ (ม.มหาสารคาม) ตอกย้ำภารกิจสำคัญของกองทุนฯ ในการผลักดันเยาวชนสู่เส้นทางสตาร์ทอัพ ต่อยอดนวัตกรรมสู่ธุรกิจจริง พร้อมยกระดับระบบนิเวศสตาร์ทอัพไทยให้แข็งแกร่งอย่างยั่งยืน