กระทรวง อว. โดย สอวช. ชู “Plant-Rich Food System” โอกาสเศรษฐกิจใหม่ ดันอาหารอนาคตไทยสู่ตลาดโลก ตั้งเป้าผลักดันมูลค่าตลาดอาหารอนาคตไทยแตะ 5 แสนล้านบาทภายใน 2570
กระทรวง อว. โดย สอวช. ชู “Plant-Rich Food System” โอกาสเศรษฐกิจใหม่ ดันอาหารอนาคตไทยสู่ตลาดโลก ตั้งเป้าผลักดันมูลค่าตลาดอาหารอนาคตไทยแตะ 5 แสนล้านบาทภายใน 2570
วันที่ 9 เมษายน 2569 สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ภายใต้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับ สภาหอการค้าไทย และ SME Thailand จัดการสัมมนาและ Focus Group Discussion หัวข้อ “Plant-Rich Food System จากเทรนด์สู่โอกาส สร้างแต้มต่อธุรกิจอาหารด้วยวัตถุดิบจากพืช” ณ โรงแรมกราฟ รัชดา กรุงเทพฯ เพื่อขับเคลื่อนระบบอาหารแห่งอนาคตของไทยให้สอดรับกระแสโลกด้านสุขภาพและความยั่งยืน
ดร.นตพร จันทร์วราสุทธิ์ นักยุทธศาสตร์ 3 สอวช. กล่าวว่า ปัจจุบันผู้บริโภคทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทย เริ่มให้ความสำคัญกับ “สุขภาพ สิ่งแวดล้อม และความยั่งยืน” มากขึ้น ดังนั้น “อาหารที่อุดมด้วยพืช” หรือ “Plant-Rich Diet” จึงไม่ใช่เพียงกระแส แต่กำลังกลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ของอุตสาหกรรมอาหารไทย โดยเวทีในครั้งนี้ถือเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความตระหนักรู้ และเชื่อมโยงเครือข่ายผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับตลาดอาหารจากพืชของไทยอย่างเป็นระบบ
ทั้งนี้ อาหารจากพืชมีหลากหลายรูปแบบที่สามารถตอบโจทย์ทั้งด้านสุขภาพ ความยั่งยืนและความอร่อยได้ ตั้งแต่อาหารที่ใช้วัตถุดิบแบบเต็มส่วนแบบ (Whole Food Plant-Based) เช่น พืชผัก เห็ด ถั่ว ธัญพืช หรือ ผำ ไปจนถึงผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการแปรรูปเพียงเล็กน้อย เช่น เต้าหู้ เทมเป้อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อจำกัดสำคัญ เช่น กลไกสนับสนุนเชิงระบบ การพัฒนาตลาด รวมถึงความท้าทายด้านรสชาติ ราคา และความเข้าใจด้านโภชนาการของผู้บริโภค
ดร.นตพร กล่าวว่า ในเชิงนโยบาย สอวช. เชื่อมโยงการขับเคลื่อนดังกล่าวเข้ากับกรอบการพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพ พ.ศ. 2569–2578 ซึ่งตั้งเป้ายกระดับประเทศไทยสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรมและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นกว่า 1 ล้านล้านบาท โดยมี “อาหารอนาคต” และ “โปรตีนทางเลือก” เป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายสำคัญ พร้อมวาง 3 แนวทางหลัก ได้แก่ การดึงดูดการลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูง การสร้างเครือข่ายวิจัยและพัฒนา (R&D Consortium) และการพัฒนามาตรฐานและกฎระเบียบ เพื่อเร่งการนำสินค้าออกสู่ตลาด
ด้าน นางสาวสิรินยา ลิม ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจชีวภาพ สอวช. เปิดเผยว่า ตลาดอาหารอนาคตไทยมีมูลค่ากว่า 344000 ล้านบาทในปี 2568 โดยเฉพาะกลุ่มโปรตีนทางเลือกมีมูลค่าสูงถึง 50000 ล้านบาท และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคทั่วโลกที่กว่า 57% ให้ความสำคัญกับสุขภาพและความยั่งยืน
นางสาวสิรินยา ยังได้กล่าวถึงการสนับสนุนเป้าหมายด้านความยั่งยืนของประเทศ ผ่านการผลิตโปรตีนให้มีความหลากหลาย โดยเพิ่มสัดส่วนการบริโภคโปรตีนจากพืชเป็น 30% ภายในปี 2050 เพื่อสนับสนุนเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) พร้อมเดินหน้าโครงการ “Accelerating Thailand’s Protein Transition: Advancing Plant-Rich Diets for a Sustainable Future” และแคมเปญ “Plant 30% Leaders Club” เพื่อกระตุ้นการบริโภคและสร้างตลาดใหม่ในภาคบริการอาหารและค้าปลีก
ขณะที่ ดร.วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา นายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย และประธานคณะกรรมการอาหารแปรรูปและอาหารแห่งอนาคต สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ระบุว่า ไทยมี “แต้มต่อเชิงโครงสร้าง” ที่หาได้ยาก จากความหลากหลายของวัตถุดิบ และความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งสามารถต่อยอดไปสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง ไม่ว่าจะเป็นอาหารฟังก์ชัน โปรตีนทางเลือก หรือโภชนาการทางการแพทย์ เพื่อตอบรับความต้องการของตลาดโลกที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว
หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ คือการก้าวสู่ “Plant-Rich Food System” ที่ไม่ใช่เพียงเทรนด์ แต่คือการปรับโครงสร้างทั้งระบบ จากการพึ่งพาโปรตีนจากสัตว์ ไปสู่ระบบอาหารที่สมดุล ยั่งยืน และสร้างมูลค่าเพิ่ม สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพแบบองค์รวม เลือกบริโภคอาหารจากพืชมากขึ้น และมองหาสินค้าที่ตอบโจทย์เฉพาะบุคคล พร้อมความสะดวกสบายในชีวิตประจำวัน
สำหรับผู้ประกอบการ นี่คือ “จังหวะสำคัญ” ในการยกระดับสินค้าเกษตรสู่ “อาหารแห่งอนาคต” การสร้างมูลค่าเพิ่มไม่อาจเกิดขึ้นได้หากขาดการลงทุนในงานวิจัย นวัตกรรม และการสื่อสารที่ถูกต้องตามกฎหมาย ควบคู่กับการปรับกลยุทธ์ด้านบรรจุภัณฑ์ ช่องทางการตลาด และรูปแบบธุรกิจให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภค
นายมารุต ใจหลัก เจ้าหน้าที่พัฒนาธุรกิจ เมืองนวัตกรรมอาหาร (Food Innopolis) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า แนวคิด “Plant Rich Food System” ถูกยกเป็นกลยุทธ์สำคัญในการรับมือความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานโลกและวิกฤตต้นทุนอาหารที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะจากปัจจัยพลังงานและราคาปุ๋ยนำเข้า ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุตสาหกรรมอาหารและร้านอาหารไทย ทั้งนี้ จุดแข็งของประเทศไทยอยู่ที่ความหลากหลายของวัตถุดิบท้องถิ่น ทั้งสมุนไพร ข้าวสายพันธุ์พื้นเมือง และเห็ด ซึ่งสามารถต่อยอดสู่เมนู Plant-Rich ได้อย่างมีเอกลักษณ์ โดยมีเมืองนวัตกรรมหาร ทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมโยงงานวิจัย เทคโนโลยี และภาคธุรกิจ ตั้งแต่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การทดสอบรับรอง ไปจนถึงการถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ผู้ประกอบการ เพื่อยกระดับวัตถุดิบไทยสู่มาตรฐานสากล สร้างระบบอาหารที่ยั่งยืน เชื่อมโยงตั้งแต่ฟาร์ม ผู้ผลิต ไปจนถึงผู้บริโภค และเปลี่ยนวิกฤตต้นทุนให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจในระยะยาว
จากนั้น มีการจัดเวทีเสวนาในหัวข้อ “3 Success cases ถอดบทเรียนความสำเร็จ การทำธุรกิจอาหารจากพืชให้มีกำไรและยั่งยืน” โดยการถอดประสบการณ์จริงจาก 3 ผู้ประกอบการ ได้แก่ นายอาริยะ คำภิโล ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Jones’ Salad นางสาวธภัทร พงศ์พฤกษา ผู้ก่อตั้ง วีแกนมหานคร และ ผศ. ดร.วิษุวัต สงนวล ผู้ก่อตั้ง Flo Wolffia ที่พาธุรกิจฝ่าช่วงเปลี่ยนผ่านและความท้าทายจนสร้างแบรนด์ได้อย่างแข็งแรงในตลาดอาหารยุคใหม่ โดยผู้ร่วมเสวนาได้แบ่งปันประสบการณ์การทำธุรกิจ ตั้งแต่แนวคิดในการริเริ่มธุรกิจ ปัญหาและอุปสรรคที่ต้องเผชิญในการประกอบธุรกิจ การพัฒนาสินค้า รวมถึงแนวทางการทำการตลาดเพื่อเพิ่มความน่าสนใจให้กับสินค้าด้วย
ผู้ที่สนใจข้อมูลเกี่ยวกับ Plant-Rich Diet สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ https://plantrichdiet.nxpo.or.th/