วว. ผนึกกำลัง กยท. ยกระดับความปลอดภัยทางถนน เปิดตัวนวัตกรรม “ราวกันชนลูกกลิ้งยางพารา” โชว์จุดเด่นลดแรงกระแทก-หนุนเศรษฐกิจชาวสวนยางอย่างยั่งยืน

วว. ผนึกกำลัง กยท. ยกระดับความปลอดภัยทางถนน เปิดตัวนวัตกรรม “ราวกันชนลูกกลิ้งยางพารา” โชว์จุดเด่นลดแรงกระแทก-หนุนเศรษฐกิจชาวสวนยางอย่างยั่งยืน

   เมื่อ : 2 ก.ค. 2569

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ร่วมกับ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ประกาศความสำเร็จในการขับเคลื่อนนวัตกรรมความปลอดภัยบนท้องถนน เปิดตัว “ราวกันชนชนิดลูกกลิ้งยางพาราต้นแบบ : Rolling Guard Barrier” นวัตกรรมฝีมือคนไทยที่ผ่านการทดสอบตามแนวทางมาตรฐานระดับสากล มุ่งลดอัตราการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินบริเวณทางโค้งอันตราย พร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากด้วยการแปรรูปยางพาราไทยสู่อุตสาหกรรมความปลอดภัย ระบุช่วยยกระดับมูลค่าตลาดรวมกว่า 4.5 แสนล้านบาท โอกาสนี้ วว. และ กยท. ยังได้ลงนามบันทึกความร่วมมือ เพื่อขยายกรอบการดำเนินงาน เสริมแกร่งเศรษฐกิจประเทศให้ยั่งยืน โดยได้รับเกียรติจาก นายคณัสชนม์ ศรีเจริญรอง  รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เป็นสักขีพยาน ในการนี้ คณะผู้บริหาร นักวิจัย บุคลากรทั้งสองหน่วยงาน  ผู้แทนหน่วยงานภาคีเครือข่ายภาครัฐและเอกชนร่วมเป็นเกียรติและแสดงความยินดี  (วันที่ 2 กรกฎาคม 2569 ณ อาคารถ่ายทอดเทคโนโลยีสร้างมูลค่าเพิ่มวัสดุ  สถานีวิจัยลำตะคอง จังหวัดนครราชสีมา)

ผศ.ดร.วีรชัย อาจหาญ ผู้ว่าการ วว. กล่าวว่า ปัญหาอุบัติเหตุทางถนนบริเวณทางโค้งและทางลาดชันเป็นสาเหตุสำคัญที่นำมาซึ่งความสูญเสียอย่างมหาศาล วว. จึงได้ดำเนินโครงการวิจัย “การพัฒนาราวกันชนชนิดลูกกลิ้งยางพาราต้นแบบ (Rolling Guard Barrier) สำหรับกันกระแทกบริเวณทางโค้งถนนทางหลวง” โดยมี ดร.ศิริพร ลาภเกียรติถาวร ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ วว. เป็นหัวหน้าโครงการ และได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจาก การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ประสบผลสำเร็จในการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบที่มีประสิทธิภาพตอบโจทย์ทั้งในมิติด้านความปลอดภัยและมิติด้านเศรษฐกิจ พร้อมทั้งสามารถคว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 จากการประกวดนวัตกรรมยางพาราเชิงธุรกิจ (SME & Startup) ประจำปี 2569 ด้วย

“... วว. และการยางแห่งประเทศไทยบูรณาการดำเนินงานพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากชุมชน ส่งเสริมอาชีพ สร้างรายได้ให้เกษตรกรไทยร่วมกันมาอย่างต่อเนื่อง และในวันนี้หน่วยงานของเราทั้งสองได้ขยายกรอบการดำเนินงานส่งเสริมการใช้ทรัพยากรร่วมกันด้านการอบรม วิจัย พัฒนา และนวัตกรรมผลผลิตยางพารา รวมถึงผลิตภัณฑ์ยางหรือผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับยาง ให้มีการวิจัยและพัฒนาโรงเรือนเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจ เพื่อสร้างรายได้ให้เกษตรกรผู้ปลูกยางพารา ร่วมกันส่งเสริมให้เกิดการนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเป็นรูปธรรม นำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมไปพัฒนาอาชีพเสริมและสร้างมูลค่าเพิ่ม แก่เกษตรกรผู้ปลูกยางพารา เพื่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน...” ผู้ว่าการ วว. กล่าว

นายโกศล บุญคง รองผู้ว่าการด้านบริหาร รักษาการแทนผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การยางแห่งประเทศไทย มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้สนับสนุนทุนวิจัยในโครงการนี้ และได้ร่วมมือกับ วว. ในการผลักดันนวัตกรรม “ราวกันชนชนิดลูกกลิ้งยางพาราต้นแบบ” จนประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการส่งเสริมและเพิ่มปริมาณการใช้ยางพาราภายในประเทศตามนโยบายของรัฐบาล การเปลี่ยนน้ำยางพาราดิบให้กลายเป็นอุตสาหกรรมความปลอดภัยบนท้องถนน นอกจากจะช่วยยกระดับความปลอดภัยและลดความสูญเสียของผู้ใช้รถใช้ถนนอย่างมีประสิทธิภาพเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตยางพารา อันจะส่งผลให้พี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางมีช่องทางการจำหน่ายที่หลากหลายและมีรายได้ที่มั่นคงยั่งยืนยิ่งขึ้น นอกจากนั้นการลงนามบันทึกความร่วมมือในวันนี้ จะทำให้ทั้งสองหน่วยงานได้ร่วมกันบูรณาการองค์ความรู้ เทคโนโลยี และการฝึกอบรม เพื่อขยายผลงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์และยกระดับอุตสาหกรรมยางพาราไทยให้เติบโตอย่างเข้มแข็งต่อไป

ดร.ศิริพร ลาภเกียรติถาวร ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ วว. ในฐานะหัวหน้าโครงการฯ กล่าวถึงจุดเด่นและการนำไปใช้ประโยชน์ของราวกันชนชนิดลูกกลิ้งยางพาราต้นแบบว่า นวัตกรรมดังกล่าวถูกออกแบบและขึ้นรูปด้วยโครงสร้างพิเศษ ที่มีคุณสมบัติในการดูดซับและลดพลังงานจากแรงกระแทกได้อย่างดีเยี่ยม โดยตัวลูกกลิ้งสามารถหมุนฟรีเมื่อเกิดการชน ช่วยประคองยานพาหนะให้กลับเข้าสู่เส้นทางและลดความรุนแรงของอุบัติเหตุได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลิตภัณฑ์ผ่านการทดสอบความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ทั้งในระดับห้องปฏิบัติการและการทดสอบการชนภาคสนาม (Field Crash Test) ซึ่งพบว่า ลดแรงกระแทกได้ดีกว่าราวกันชนเหล็กทั่วไปอย่างชัดเจน อีกทั้งยังช่วยลดการนำเข้าเทคโนโลยีลูกกลิ้งสังเคราะห์จากต่างประเทศที่มีราคาสูง

นวัตกรรม “ราวกันชนชนิดลูกกลิ้งยางพาราต้นแบบ : Rolling Guard Barrier” นอกจากจะช่วยปกป้องชีวิตผู้ใช้ถนนแล้ว ยังมี Impact เชิงเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่
1. เพิ่มปริมาณการใช้ยางในประเทศ โดยการติดตั้งราวกันชนทุก ๆ 1 กิโลเมตร จะช่วยเพิ่มปริมาณการใช้น้ำยางพาราไทยได้สูงถึง 21 ตัน
2) ขับเคลื่อนมูลค่าตลาด ผลักดันให้เกิดอุตสาหกรรมแปรรูปยางพาราเพื่อความปลอดภัย ยกระดับมูลค่าตลาดรวมในประเทศให้สูงถึง 456025 ล้านบาท
3) สร้างรายได้สู่ฐานราก เกษตรกรชาวสวนยางมีรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนขึ้นจากการเปลี่ยนสินค้าเกษตรให้เป็นผลิตภัณฑ์นวัตกรรมมูลค่าสูง

ความสำเร็จของ วว. และ กยท. ในการวิจัยและพัฒนา “ราวกันชนลูกกลิ้งยางพารา” ดังกล่าว ถือเป็นก้าวสำคัญในการบูรณาการงานวิจัย วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะช่วยปกป้องชีวิตผู้ใช้รถใช้ถนนด้วยมาตรฐานความปลอดภัยระดับสูง และยังจะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการพลิกฟื้นอุตสาหกรรมยางพาราไทย ที่เปลี่ยนจากสินค้าเกษตรขั้นปฐมภูมิให้เป็นนวัตกรรมเชิงพาณิชย์ที่มีมูลค่าสูง นับเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทย และขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างมั่งคั่งและยั่งยืน

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและรับบริการด้านเพิ่มมูลค่ายางพาราด้วย วทน. ติดต่อได้ที่ อาคารศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีสร้างมูลค่าเพิ่มวัสดุธรรมชาติ สถานีวิจัยลำตะคอง วว. call center โทร.0 2577 9000 หรือที่ siriporn@tistr.or.th

#อว #วว #TISTR #กยท #ยางพารา #วทน #เกษตรกร #สวนยาง
#ราวกันชนลูกกลิ้งยางพารา #นวัตกรรมความปลอดภัยบนท้องถนน
#RollingGuardBarrier #SustainableInnovation
#สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย

ข่าวอื่นๆ ที่น่าสนใจ