รมว.วัฒนธรรม ลงพื้นที่ รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร ติดตามความเสียหายจากอุทกภัย ต่อตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศรโบราณสถานสำคัญและแหล่งเรียนรู้การแพทย์แผนไทย
รมว.วัฒนธรรม ลงพื้นที่ รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร ติดตามความเสียหายจากอุทกภัย ต่อตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศรโบราณสถานสำคัญและแหล่งเรียนรู้การแพทย์แผนไทย
วันที่ 6 ตุลาคม 2569 นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ลงพื้นที่โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จังหวัดปราจีนบุรี เพื่อติดตามผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย และเยี่ยมชม “ตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศร” ซึ่งได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม โดยเฉพาะบริเวณพื้นอาคารที่กระเบื้องดั้งเดิมบางส่วนเกิดการโก่งตัว หลุดร่อน และแตกร้าว จำเป็นต้องได้รับการประเมินและดูแลอย่างเหมาะสม เพื่อป้องกันความเสียหายเพิ่มเติมและรักษาองค์ประกอบดั้งเดิมของอาคาร
พญ.วลีรัตน์ ไกรโกศล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวว่า จากสถานการณ์อุทกภัยที่ผ่านมา น้ำได้เข้าท่วมบริเวณตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ส่งผลให้เกิดความชื้นสะสมภายในอาคาร และภายหลังระดับน้ำลดพบว่ากระเบื้องพื้นดั้งเดิมหลายบริเวณเกิดการโก่งตัว หลุดร่อน และบางส่วนแตกร้าว โรงพยาบาลมีความกังวลว่าความชื้นที่ยังคงอยู่ในโครงสร้างและวัสดุอาจทำให้เกิดความเสียหายเพิ่มเติม จึงได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขอคำแนะนำในการดูแลและประเมินความเสียหาย โดยคำนึงถึงการรักษาวัสดุและองค์ประกอบดั้งเดิมของอาคารเป็นสำคัญ
ตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศรเป็นอาคารที่มีคุณค่าทั้งด้านประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม และความผูกพันกับจังหวัดปราจีนบุรี สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2452 โดยเจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม อภัยวงศ์) อดีตผู้สำเร็จราชการเมืองพระตะบอง บุคคลสำคัญในช่วงที่สยามต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงเขตแดน ภายหลังเมืองพระตะบองตกอยู่ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศส เจ้าพระยาอภัยภูเบศรได้ย้ายครอบครัวและบริวารกลับเข้ามาอยู่ในสยามและตั้งถิ่นฐานที่จังหวัดปราจีนบุรี เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ที่สะท้อนความผูกพันและความจงรักภักดีต่อแผ่นดินและสถาบันพระมหากษัตริย์
เจ้าพระยาอภัยภูเบศรสร้างตึกหลังนี้ขึ้นด้วยความตั้งใจให้เป็นสถานที่รับเสด็จพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หากเสด็จประพาสเมืองปราจีนบุรีอีกครั้ง แต่พระองค์เสด็จสวรรคตใน พ.ศ. 2453 ก่อนที่จะได้เสด็จมาประทับ ต่อมาใน พ.ศ. 2455 ตึกแห่งนี้ได้ใช้รับเสด็จพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และใช้เป็นสถานที่รับเสด็จพระบรมวงศานุวงศ์ที่เสด็จมายังจังหวัดปราจีนบุรีในเวลาต่อมา
ตัวอาคารมีรูปแบบสถาปัตยกรรมตะวันตกที่โดดเด่น มีองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมและวัสดุดั้งเดิมที่ได้รับการรักษามานานกว่าหนึ่งศตวรรษ โดยเฉพาะพื้นกระเบื้องโมเสกลวดลายต่าง ๆ ซึ่งเป็นองค์ประกอบดั้งเดิมที่มีคุณค่า และเป็นส่วนหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยครั้งนี้
ตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศรยังมีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์การแพทย์ของจังหวัดปราจีนบุรี โดยเปิดใช้เป็นส่วนหนึ่งของโรงพยาบาลประจำจังหวัดเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2484 ก่อนพัฒนามาเป็นโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร และใน พ.ศ. 2533 กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศรเป็นโบราณสถานแห่งชาติ
ต่อมาได้มีการบูรณะและพัฒนาเป็น “พิพิธภัณฑ์การแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศร” เพื่อเป็นแหล่งศึกษา เรียนรู้ และรวบรวมองค์ความรู้ด้านการแพทย์แผนไทย สมุนไพร ตำรับยา และภูมิปัญญาการดูแลสุขภาพของคนไทย ปัจจุบันตึกแห่งนี้มีบทบาททั้งในฐานะโบราณสถานสำคัญ และเป็นพื้นที่ถ่ายทอดภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและสมุนไพรจากอดีตสู่ปัจจุบัน
คุณค่าของตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศรไม่ได้อยู่เฉพาะความงดงามของสถาปัตยกรรมและประวัติศาสตร์ที่ยาวนานกว่า 100 ปี แต่ยังเป็นพื้นที่สำคัญในการรวบรวม เรียนรู้ และถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการแพทย์แผนไทยและสมุนไพร ซึ่งเป็นภูมิปัญญาสำคัญของชาติ และสามารถนำมาพัฒนาต่อยอดเพื่อประโยชน์ต่อสุขภาพของประชาชนในปัจจุบัน
ในส่วนของการดูแลความเสียหาย นางวัชรี ชมภู ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี และรักษาการผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 5 ปราจีนบุรี พร้อมด้วยนายวิศณุ หนูเลขา ผู้อำนวยการกลุ่มอนุรักษ์โบราณสถาน สำนักศิลปากรที่ 5 ปราจีนบุรี รายงานแนวทางการดูแลเบื้องต้นว่า ในระยะแรกจะให้ความสำคัญกับการจัดการความชื้น โดยใช้การระบายอากาศตามธรรมชาติ และปล่อยให้วัสดุค่อย ๆ ปรับสมดุลความชื้นตามหลักการอนุรักษ์ เพื่อหลีกเลี่ยงการเร่งลดความชื้นที่อาจส่งผลกระทบต่อวัสดุดั้งเดิมของอาคาร
พร้อมกันนี้ สำนักศิลปากรที่ 5 ปราจีนบุรี จะประสานกลุ่มวิทยาศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์ กรมศิลปากร เพื่อนำนักวิทยาศาสตร์ด้านการอนุรักษ์เข้าตรวจสอบสภาพวัสดุและความเสียหาย และกำหนดวิธีการดูแลและฟื้นฟูที่เหมาะสมโดยเร็วที่สุด
ด้าน นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวภายหลังการตรวจเยี่ยมว่า กระทรวงวัฒนธรรมพร้อมให้การสนับสนุนการแก้ไขปัญหาและการอนุรักษ์ตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศร โดยมอบหมายให้ กรมศิลปากร ศึกษาแนวทางป้องกันผลกระทบจากอุทกภัยในระยะยาว เบื้องต้นมี 2 แนวทางที่ควรนำมาศึกษา ได้แก่ การจัดทำแผงกั้นน้ำเพื่อป้องกันน้ำเข้าสู่พื้นที่อาคาร และ การศึกษาความเป็นไปได้ในการยกระดับตัวอาคารตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศร โดยต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน ทั้งด้านวิศวกรรม คุณค่าทางประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม และหลักการอนุรักษ์โบราณสถาน
นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมได้มอบหมายให้ จังหวัดปราจีนบุรีประสานสำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดปราจีนบุรี เข้ามาร่วมพิจารณาออกแบบแนวทางการจัดทำแผงกั้นน้ำ โดยให้มองภาพรวมของพื้นที่ ไม่เฉพาะการป้องกันตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศร แต่คำนึงถึงสภาพพื้นที่ ระบบน้ำ ตลอดจนประโยชน์ต่อประชาชนและชุมชนโดยรอบ เพื่อให้แนวทางที่พัฒนาขึ้นสามารถช่วยปกป้องทั้งโบราณสถานและพื้นที่โดยรอบจากผลกระทบของอุทกภัยในอนาคต
การลงพื้นที่ครั้งนี้นำไปสู่ความร่วมมือระหว่าง กระทรวงวัฒนธรรม กรมศิลปากร จังหวัดปราจีนบุรี สำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดปราจีนบุรี และโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ตั้งแต่การดูแลความเสียหายและความชื้นที่เกิดขึ้นในระยะเร่งด่วน ไปจนถึงการศึกษามาตรการป้องกันอุทกภัยที่เหมาะสมในระยะยาว
สำหรับโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร การฟื้นฟูตึกครั้งนี้มีความหมายมากกว่าการซ่อมแซมอาคารหลังน้ำท่วม เพราะตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศรเป็นทั้งหลักฐานทางประวัติศาสตร์ เป็นส่วนหนึ่งของพัฒนาการด้านการแพทย์ของจังหวัดปราจีนบุรี และเป็นพื้นที่เรียนรู้ด้าน การแพทย์แผนไทย สมุนไพร และภูมิปัญญาการดูแลสุขภาพของคนไทย การรักษาตึกแห่งนี้จึงเป็นการรักษาทั้งมรดกทางสถาปัตยกรรมและพื้นที่แห่งการเรียนรู้ เพื่อส่งต่อคุณค่าของภูมิปัญญาไทยให้กับคนรุ่นต่อไป