ปูลาโต๊ะบีซู: มากกว่าสร้างอาชีพ คือสร้างคนให้มีหัวใจเกื้อกูล
ปูลาโต๊ะบีซู: มากกว่าสร้างอาชีพ คือสร้างคนให้มีหัวใจเกื้อกูล
หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) ชวนถอดโมเดลความสำเร็จของงานวิจัย Local Enterprises “เกาะปูลาโต๊ะบีซู” จากชุมชนชาวเลที่เผชิญภาวะหนี้สินเรื้อรัง รายได้เป็นศูนย์ สู่การเป็นผู้ประกอบการแปรรูปอาหารทะเลมืออาชีพรายได้หลักหมื่น พิสูจน์ให้เห็นว่า การยกระดับเศรษฐกิจฐานรากไม่ได้เริ่มที่การส่งมอบความรู้ แต่เริ่มต้นด้วยการค้นหาและจัดการ “ทุกข์ในพื้นที่” เพื่อเปลี่ยนหัวใจชุมชนให้พร้อมรับความยั่งยืน
เกาะปูลาโต๊ะบีซู ตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบลศาลาใหม่ อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส เป็นเกาะเล็ก ๆ ที่ห่างจากฝั่งประมาณ 500 เมตร มีประชากรเกือบ 860 ชีวิต 130 ครัวเรือน เต็มไปด้วยทรัพยากรทางธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ทว่าในแง่วิถีชีวิต ปูลาโต๊ะบีซูเหมือนกำลังย้อนเวลาไปกว่า 50 ปี บนเกาะไม่มีแหล่งน้ำจืด ประสบปัญหาขยะ กลุ่มสตรีอยู่แต่บ้านโดยไม่มีอาชีพ ต้องพึ่งพารายได้จากสามีที่ประกอบอาชีพประมงพื้นบ้านเป็นหลัก ยิ่งไปกว่านั้นคือ ทุกครัวเรือนเผชิญภาวะหนี้สินเรื้อรังที่ตกทอดมาจากรุ่นสู่รุ่น
ในปี 2565 มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ได้ทำโครงการวิจัย“ยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการชุมชนประมงพื้นบ้านเกาะปูลาโต๊ะบีซู จังหวัดนราธิวาส เพื่อสร้างห่วงโซ่คุณค่าใหม่แก่ผลิตภัณฑ์ชุมชนจากเศรษฐกิจฐานรากสู่มูลค่าเชิงพาณิชย์” กรอบการวิจัย “การพัฒนาขีดความสามารถของผู้ประกอบการในพื้นที่ (Local Enterprises) บนฐานทรัพยากรพื้นถิ่น เพื่อสร้างเศรษฐกิจฐานรากและเศรษฐกิจหมุนเวียนในพื้นที่” ของหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) ภายใต้กำกับสำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) (รวพ.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เพื่อมุ่งสร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้กับชุมชนปูลาโต๊ะบีซู โดยใช้ทรัพยากรท้องถิ่นให้เกิดประโยชน์สูงสุด
อย่างไรก็ตาม ทีมวิจัยซึ่งนำโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธมยันตี ประยูรพันธ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ ไม่ได้เริ่มต้นโดยการนำความรู้หรือเทคโนโลยีเข้าไปใส่ให้ชุมชนทันที แต่กระบวนการทำงานของ Local Enterprises ได้สอนให้ถอยกลับมามองบริบทชุมชนและตั้งคำถามก่อนว่า “ทุกข์จริง ๆ ของพื้นที่คืออะไร” จึงพบว่าปัญหาของชุมชนปูลาโต๊ะบีซูนั้นซ้อนทับกันหลายชั้น โดยเฉพาะหนี้สินในโครงสร้างของวิถีประมง การที่ชาวบ้านพึ่งพารายได้จากการทำประมงเพียงอย่างเดียว เมื่อเข้าสู่ช่วงมรสุมไม่สามารถออกเรือได้ รายได้ของครัวเรือนจะหยุดชะงักลงทันที ทำให้ต้องพึ่งพาการยืมเงินนายทุน เมื่อชาวประมงหาปลามาได้จะต้องนำปลาไปขายให้ในราคาที่นายทุนกำหนด ซึ่งต่ำกว่าราคาตลาดรับซื้อประมาณร้อยละ 24 เพื่อเป็นการตอบแทนที่นายทุนให้ยืมเงิน นำไปสู่วิกฤตหนี้สินสะสมที่ฝังรากลึกในเกาะแห่งนี้
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธมยันตี กล่าวว่า หัวใจสำคัญของแก้วิกฤตหนี้สิน คือ “การเปลี่ยนนายทุนผู้มีพระคุณให้เป็นนายทุนเกื้อกูล” ทีมวิจัยเข้าไปพูดคุยกับกลุ่มนายทุนอย่างตรงไปตรงมา และได้รับความร่วมมือที่ดีเกินคาด เพราะนายทุนต่างตระหนักร่วมกันว่า “หากชาวบ้านอยู่ได้ ตัวเองก็อยู่ได้ แล้วความยั่งยืนก็จะเกิดขึ้น”
จากเจ้าหนี้ผู้กำหนดชาตะชีวิตเปลี่ยนเป็นหุ้นส่วนผู้เกื้อกูลของคนทั้งเกาะ จนเกิดข้อตกลงร่วมกันที่จะแบ่งสัดส่วนปลาที่จับได้ โดยครึ่งหนึ่งจะนำไปขายให้แก่นายทุนตามพันธะสัญญาต่างตอบแทน หรือเรียกว่า หนี้บุญคุณและอีกครึ่งหนึ่งให้ชาวบ้านเก็บไว้บริโภคและนำไปแปรรูปสร้างรายได้เพิ่ม นอกจากนี้ ทีมวิจัยและชาวบ้านยังร่วมกันออกแบบระบบการจัดการเงิน โดยจัดสรรรายได้ร้อยละ 50 สำหรับใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ร้อยละ 30 สำหรับใช้ประกอบอาชีพ ร้อยละ 10 สำหรับใช้หนี้ และร้อยละ 10 สำหรับเก็บออม
เมื่อหนี้ได้รับการผ่อนปรนอย่างเป็นระบบ การยกระดับผู้ประกอบการชุมชนจึงเริ่มต้นขึ้น ด้วยการพัฒนาศักยภาพการเป็นผู้ประกอบการแปรรูปอาหารทะเลเพื่อเพิ่มรายได้ แก้ไขความยากจน จึงเกิดการรวมตัวกันของกลุ่มสตรีจัดตั้ง “กลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปเกาะหัวใจเกื้อกูล” ที่รับซื้อปลาสดนำไปแปรรูป ซึ่งได้รับความร่วมมือจาก Development Partner อย่าง “ธนาคารกรุงไทย” เข้ามาสนับสนุนงบประมาณสร้างโรงแปรรูป อุปกรณ์การแปรรูป การรับรองมาตรฐาน อย. ควบคู่กับการสอนทักษะการตลาดออนไลน์ให้แก่ชาวบ้าน
ในระยะเวลาเกือบ 4 ปี ความเปลี่ยนแปลงของเกาะปูลาโต๊ะบีซูนั้นมากกว่าตัวเลขรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากศูนย์บาทเป็นไม่ต่ำกว่า 10000 บาทต่อเดือนต่อครัวเรือน คนในชุมชนโดยเฉพาะกลุ่มสตรีมุสลิมได้ค้นพบ “คุณค่าของตัวเอง” พวกเขามีความมั่นใจมากขึ้น สามารถเป็นนักขายที่บอกเล่าเรื่องราวสะท้อนมูลค่าของดีประจำท้องถิ่นอย่าง ปลากระบอกแดดเดียว และปลากุเลาเค็ม ได้เป็นย่างดี ยิ่งไปกว่านั้น ชุมชนยังมีศักยภาพในการกำหนดทิศทางตัวเอง ปฏิเสธกระแสนักท่องเที่ยว และเลือกยืนหยัดในเส้นทางของตัวเองในฐานะ “หมู่บ้านแปรรูปอาหารทะเลสดคุณภาพ” ควบคู่กับการปกป้องวิถีชีวิตดั้งเดิมของเกาะปูลาโต๊ะบีซู
รองศาสตราจารย์ ดร.บัณฑิต อินณวงศ์ ผู้อำนวยการกรอบการวิจัย Local Enterprises บพท. กล่าวทิ้งท้ายว่า การรีบร้อนนำองค์ความรู้หรือส่งมอบเทคโนโลยีสำเร็จรูปให้ชุมชนโดยที่ยังไม่ได้ทำความเข้าใจสมรรถนะและความพร้อมที่แท้จริงของชุมชน มักจะสร้างผลเสียต่อชุมชนมากกว่าผลดี “เกาะปูลาโต๊ะบีซู” จึงเป็นตัวอย่างความสำเร็จที่ชัดเจนของการ Engagement – Empowerment – Enlargementตาม “สูตรสำเร็จ THE 3Ea” ของกรอบวิจัย Local Enterprises
กล่าวคือ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นบนเกาะปูลาโต๊ะบีซูเป็นข้อพิสูจน์ว่า การพัฒนาเชิงพื้นที่ต้องเริ่มจากการเข้าไป “Engage” พื้นที่ก่อนเป็นอันดับแรก โดยต้องทำความเข้าใจ “รากของปัญหา” และ “ศักยภาพที่แท้จริง” ของพื้นที่ เหมือนที่ทางทีมวิจัยได้เข้าไปจัดการโครงสร้างหนี้สินของชาวบ้านด้วยการเปลี่ยนนนายทุนผู้มีพระคุณให้เป็นนายทุนเกื้อกูล จากนั้นจึงค่อยใช้กระบวนการพัฒนาและเสริมทักษะอาชีพให้ชาวบ้าน หรือที่เรียกว่า “Empower” เพื่อให้เกิดการยกระดับศักยภาพตนเองสู่การมีอาชีพที่สร้างรายได้มั่นคง กระทั่งธนาคารกรุงไทยได้เข้ามาร่วมสนับสนุน จนเกิดการ “Enlarge” ขยายผลกลุ่มธุรกิจชุมชนและออกสู่ตลาดนอกพื้นที่ ซึ่งจะช่วยให้ชุมชนเติบโตได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืน นำไปสู่การยกระดับเศรษฐกิจฐานรากอย่างแท้จริง
วันที่ 10-11 กรกฎาคม 2569 นี้ บพท. ขอเชิญทุกท่านที่อยากเห็นรูปธรรมความสำเร็จของเกาะหัวใจเกื้อกูลแห่งนี้พร้อมพูดคุยกับชาวบ้านตัวจริงที่ก้าวข้ามกับดักความยากจนสำเร็จ ในงาน THE 3Ea : LOCAL ENTERPRISEs EXPOSITION 2026 | สูตรสำเร็จ Local Enterprises กลไกเปลี่ยนชุมชน...กุญแจสร้างการเติบโตเศรษฐกิจฐานรากของไทย ณ ห้อง Le Grand Ballroom ชั้น 7 โรงแรม Sofitel Bangkok Sukhumvit โดยสามารถเข้าร่วมได้โดยไม่ต้องลงทะเบียนล่วงหน้า