ยกระดับห่วงโซ่ “กระบือคุณภาพ” มาตรฐานเนื้อปลอดภัย พร้อมส่งออกสู่ตลาดนอก

ยกระดับห่วงโซ่ “กระบือคุณภาพ” มาตรฐานเนื้อปลอดภัย พร้อมส่งออกสู่ตลาดนอก

   เมื่อ : 8 ต.ค. 2569

มหาวิทยาลัยพะเยาสร้างกลไก “UP SIE” จัดการห่วงโซ่คุณค่ากระบือคุณภาพทั้งระบบ มุ่งพัฒนาคุณภาพกระบือ สร้างรายได้ให้เกษตรกร และยกระดับเศรษฐกิจฐานราก ผ่านการปรับปรุงพันธุ์ การดูแลสุขภาพสัตว์ การจัดการฟาร์ม คอกกลางมาตรฐาน ตลอดจนแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม ตอบโจทย์ความต้องการบริโภคเนื้อกระบือปลอดภัยในพื้นที่และขยายสู่ตลาดต่างประเทศ

“กระบือ” นับเป็นสัตว์เศรษฐกิจสำคัญของไทยโดยเฉพาะภาคเหนือสะท้อนได้จากตัวเลขเศรษฐกิจเฉพาะในจังหวัดพะเยาที่มีความต้องการบริโภคเนื้อกระบือสูงถึงวันละ 100 ตัว สร้างมูลค่าหมุนเวียนราว 20 ล้านบาทต่อปี และเมื่อขยายภาพรวมไปยังเครือข่ายภาคเหนือตอนบน ทั้งพะเยา เชียงราย และแพร่ ตลาดกระบือมีมูลค่าทางเศรษฐกิจมากกว่า 300 ล้านบาทต่อปี ทว่าเบื้องหลังตัวเลขเศรษฐกิจนี้ เกษตรกรผู้เลี้ยงกลับต้องเผชิญกับอุปสรรคสำคัญ ทั้งข้อจำกัดในการจัดการฟาร์ม การดูแลสุขภาพสัตว์ และการเลือกสายพันธุ์ ทำให้ผลผลิตไม่ได้มาตรฐาน ซ้ำยังถูกกดราคาจากพ่อค้าคนกลาง จนไม่สามารถแข่งขันในตลาดได้ ตลอดจนความกังวลด้านความปลอดภัยของผู้บริโภค

ปี 2567 โครงการ “การพัฒนาศักยภาพเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนเพื่อสร้างกลไกการจัดการห่วงโซ่คุณค่าใหม่สำหรับกระบือคุณภาพร่วมกับเกษตรกรในจังหวัดพะเยา เชียงราย แพร่” โดยมหาวิทยาลัยพะเยา ภายใต้การสนับสนุนของหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ หน่วยงานสังกัด สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) จึงเข้ามาแก้ปัญหาดังกล่าวด้วยกลไก “UP SIE” เพื่อยกระดับการผลิตกระบือคุณภาพตลอดห่วงโซ่คุณค่าใหม่ (New Value Chain) ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ผ่านการบูรณาการเทคโนโลยีและนวัตกรรมร่วมกับภาคีเครือข่ายในพื้นที่ เพื่อพัฒนาคุณภาพกระบือ การสร้างรายได้ให้เกษตรกร และการยกระดับเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

รองศาสตราจารย์ ดร.พยุงศักดิ์ อินต๊ะวิชา คณะเกษตรศาสตร์และทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยพะเยา ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัยฯ สะท้อนสถานการณ์การเลี้ยงกระบือในอดีตว่า เกษตรกรต้องเผชิญกับอุปสรรคสำคัญตั้งแต่กระบวนการผลิต โดยเฉพาะการเข้าถึงน้ำเชื้อพันธุ์ดีที่มีราคาสูงและต้องไปหาจากนอกพื้นที่ ซึ่งส่งผลต่อพันธุกรรมกระบือพื้นเมืองที่เติบโตช้าและตัวเล็ก มหาวิทยาลัยพะเยาจึงได้เข้ามาสนับสนุนด้วยการจัดตั้ง “ศูนย์ผลิตและกระจายน้ำเชื้อ” ในจังหวัดพะเยา เชียงราย และแพร่ โดยนำเข้าน้ำเชื้อพ่อพันธุ์ดีจากเครือข่ายนอกพื้นที่มาสต็อกไว้ พร้อมบริการผสมเทียมที่เกษตรกรสามารถเข้าถึงได้ในราคาย่อมเยาและสะดวกขึ้น

นายมี วงศ์สะอาด เจ้าของเพชรเชียงคำฟาร์ม 2 เกษตรกรผู้เลี้ยงกระบือรายย่อยในอำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา ที่มีประสบการณ์เลี้ยงกระบือมากว่า 6-7 ปี เล่าว่า การนำเทคโนโลยีผสมเทียมและน้ำเชื้อคุณภาพดีเข้ามาช่วยทำให้ได้ลูกกระบือที่มีโครงสร้างใ  หญ่ แข็งแรง และเนื้อแน่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเปรียบเทียบกับการใช้พ่อพันธุ์พื้นบ้านในอดีตที่ใช้เวลาขุนนานถึง 3 ปี ได้ราคาเพียงประมาณ 15000 บาทต่อตัว ปัจจุบันเกษตรกรสามารถจำหน่ายได้ในราคาสูงขึ้นตามน้ำหนักและคุณภาพเนื้อ โดยนายมีเล่าว่าเคยขายกระบือหนึ่งตัวได้ราคาสูงถึง 30000 บาท

เมื่อผลผลิตเพิ่มขึ้น โจทย์ถัดมาคือ การตลาดและการส่งออก ซึ่งในอดีตพื้นที่จังหวัดพะเยายังไม่มีสถานกักกันสัตว์หรือ “คอกกลางมาตรฐาน”โครงการวิจัยฯ จึงได้ร่วมมือเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่จัดตั้งคอกกลางมาตรฐาน GFM และมาตรฐาน GAP ขึ้นมาทำหน้าที่รวบรวมและควบคุมคุณภาพสุขภาพของกระบือเป็นเวลา 21 วัน โดยมีโปรแกรมบำรุงรักษากระบือ ทั้งการฉีดวัคซีน การถ่ายพยาธิ การตรวจสอบโรค และการตรวจสอบสารเร่งเนื้อแดง เพื่อให้คุณภาพกระบือเป็นไปตามข้อกำหนดและมาตรฐานของกรมปศุสัตว์ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการส่งออกนอกพื้นที่ รวมถึงต่างประเทศ โดยมีการลงนามข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศและทำMOU ร่วมกันระหว่างเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน SIE ในประเทศลาวเพื่อส่งออกกระบือไปยังตลาดประเทศจีน 

นายประสงค์ กองมะลิ เจ้าของเพชรเชียงคำฟาร์ม คอกกลางมาตรฐาน อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา ระบุว่า การมีคอกกลางมาตรฐานในพื้นที่ ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางและค่ากักสัตว์ของเกษตรกรรายย่อยเมื่อเทียบกับการต้องนำสัตว์ไปกักยังพื้นที่อื่น อีกทั้งยังช่วยแก้ปัญหาการถูกกดราคาจากพ่อค้าคนกลางในอดีต ซึ่งมักตีราคากระบือเท่ากันทั้งหมดโดยไม่มีการคัดแยกหรือประเมินตามคุณภาพ ดังนั้น การมีคอกกลางมาตรฐานจึงช่วยให้เกษตรกรผู้เลี้ยงมีช่องทางในการส่งออกโคกระบือไปยังตลาดต่างประเทศได้สะดวกและราคาที่เป็นธรรมมากยิ่งขึ้น

สอดคล้องกับ ตลาดนัดโค-กระบือ ตำบลเชียงบาน อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา ซึ่งดำเนินการโดย นายสุพรรณ หอมนาน โดยตลาดแห่งนี้จะเปิดให้บริการทุกวันเสาร์ ตั้งแต่ช่วงเช้ามืด 4.00 น. มีปริมาณการซื้อขายโค-กระบือราว 150–250 ตัวต่อรอบ มีพ่อค้าจากพื้นที่ใกล้เคียงเดินทางมาร่วมซื้อขาย ซึ่งโครงการวิจัยฯ ได้เข้ามายกระดับมาตรฐานด้านสุขอนามัยภายในตลาด จัดตั้ง “ศูนย์บริการ SIE ขาเข้า” บริการฉีดยาถ่ายพยาธิและยาบำรุงให้แก่โคกระบือในราคา 200 บาท ก่อนออกขาย เพื่อสร้างความมั่นใจว่าสัตว์ทุกตัวที่ซื้อไปเลี้ยงหรือนำไปเชือดจะเป็นสัตว์ที่ปลอดโรคและปลอดภัย

ขณะเดียวกัน ยังเกิดธุรกิจบริการขนส่งและซื้อขายสัตว์โดยคนในชุมชนหรือกลุ่มพ่อค้าที่เรียกว่า “นายฮ้อย” ทำหน้าที่ตระเวนรับซื้อโค-กระบือจากฟาร์มเพื่อนำไปขายต่อตามตลาดนัด โรงเชือด หรือส่งต่อให้ผู้ซื้อรายอื่น พร้อมให้บริการรับจ้างขนย้ายด้วยรถเฉพาะทางที่ได้มาตรฐานในราคาประมาณ 500 บาทต่อรอบ ตลอดจนทำหน้าที่เป็นเครือข่ายประสานงานและจัดหาสเปกโค-กระบือ เพื่อให้การจับคู่ซื้อขายเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วและตรงตามความต้องการของตลาด

ในส่วนของปลายน้ำ โครงการวิจัยฯ ได้เปลี่ยนภาพจำจากเขียงเนื้อดั้งเดิมที่เสี่ยงต่อสุขอนามัย ไปสู่ร้านจำหน่ายเนื้อตัดแต่งพร้อมปรุงที่สะอาด ทันสมัย และตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ โดยเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการท้องถิ่นหรือเขียงชุมชนอย่าง นายสุขพัฒน์ สุนันต๊ะ เจ้าของร้านคนขายเนื้อ อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา ที่ได้เข้าร่วมเป็นเครือข่ายภายใต้ธุรกิจ“UP BUFF”

นายสุขพัฒน์เล่าว่า วัฒนธรรมการบริโภคเนื้อกระบือของคนภาคเหนือนิยมรับประทานแบบสดหรือเมนูลาบดิบ ความสะอาดและปลอดภัยจึงเป็นหัวใจสำคัญ เนื้อกระบือจากเครือข่ายโครงการวิจัยฯ ผ่านการดูแลสุขภาพและโปรแกรมถ่ายพยาธิอย่างเข้มงวด ทำให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่าไร้พยาธิและปลอดภัยผ่านการการันตีแบรนด์ “UP Buff” ร่วมกับมาตรฐาน “ปศุสัตว์ OK” จากกรมปศุสัตว์ นอกจากนี้ องค์ความรู้การแปรรูปเนื้อกระบือคุณภาพ และอุปกรณ์ เช่น ตู้แช่ เครื่องสไลด์ และเครื่องซีลสุญญากาศ ที่ได้รับจากโครงการวิจัยฯ ทำให้เกิดไอเดียในการนำเนื้อส่วนต่างๆ มาตัดแต่งและแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์พร้อมปรุง เช่น เนื้อสเต็กที่นำมาหั่นและห่อแพ็กเกจจิ้งอย่างดี ที่ช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าจากกิโลกรัมละ 200 บาท เป็น 250 บาท เก็บรักษาได้ดีขึ้น ช่วยลดปัญหาการขายตัดราคาเมื่อขายไม่หมด และตอบโจทย์วิถีชีวิตของคนเมืองและกลุ่มคนทำงานในพื้นที่

รองศาสตราจารย์ ดร.พยุงศักดิ์ กล่าวถึงความสำเร็จของโครงการวิจัยฯ ที่ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่การให้ทุนหรือองค์ความรู้เฉพาะหน้า แต่ยังให้ความสำคัญกับการสร้าง “คน” ผ่านการจัดทำหลักสูตรอบรมที่ครอบคลุม ทั้งหลักสูตรสำหรับเกษตรกรมือใหม่ (New Skill) ในการเริ่มต้นเลี้ยง การจัดการกระบือ การผลิตอาหารสัตว์ต้นทุนต่ำ และหลักสูตรพัฒนาทักษะขั้นสูง (Up-skill) สำหรับผู้ประกอบการเขียงชุมชน การผสมเทียมเบื้องต้น และการแปรรูปเนื้อสัตว์

นอกจากนี้ ยังมีการฝึกอบรมให้นวัตกรชุมชนทำหน้าที่เป็นแกนนำถ่ายทอดองค์ความรู้และดูแลเกษตรกรในพื้นที่แทนมหาวิทยาลัย เพื่อให้เครือข่ายสามารถบริหารจัดการกันเองได้ เช่น การจัดตั้งกองทุนยาและเวชภัณฑ์ประจำหมู่บ้าน การบริหารคอกกลางมาตรฐาน การส่งออกต่างประเทศ เขียงชุมชนที่ซื้อขายกับเกษตรกรโดยตรง และการเขียนแผนกลยุทธ์เพื่อขอรับงบประมาณสนับสนุนจากหน่วยงานท้องถิ่น

“ความภาคภูมิใจสูงสุดของโครงการวิจัยฯ คือการสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยของอาหาร ทำให้ผู้บริโภคในชุมชนได้เข้าถึงเนื้อกระบือที่สะอาดและปลอดภัยจากแหล่งผลิตในพื้นที่ ควบคู่ไปกับการยกระดับรายได้ สร้างงานให้แก่เกษตรกร ผ่านการนำองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยมาบูรณาการเข้ากับวิถีชีวิตดั้งเดิม จนเกิดเป็นอาชีพที่มั่นคงและชุมชนสามารถบริหารจัดการดูแลตนเองได้อย่างยั่งยืน”

ข่าวอื่นๆ ที่น่าสนใจ